ผลประโยชน์หลังเลิกจ้าง ต่างจาก ผลประโยชน์หลังออกจากงานอย่างไร ตามมาตรฐานบัญชีไทย ฉบับที่ 19 (TAS 19)
- 14 ก.ค.
- ยาว 1 นาที

ความสับสนที่องค์กรไทยเจอบ่อยเกี่ยวกับผลประโยชน์พนักงาน
ผลประโยชน์หลังเลิกจ้าง และผลประโยชน์หลังออกจากงาน เป็นประเด็นที่หลายองค์กรยังคงสับสนอยู่ แม้ทั้งสองคำนี้จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับ “การคำนวณผลประโยชน์พนักงาน” ตามมาตรฐานบัญชีไทย ฉบับที่ 19 (TAS19) ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่ได้บังคับให้ทุกบริษัทในไทยต้องปฏิบัติตาม แต่ TAS19 ก็สามารถเป็นแหล่งอ้างอิงสำหรับบริษัทในไทยที่ต้องจ่ายผลประโยชน์ให้พนักงานได้นำหลักการไปใช้บ้างไม่มากก็น้อย เพราะในโลกของการบริหารองค์กร ความสับสนเพียงเล็กน้อยระหว่างคำสองคำนี้ อาจส่งผลให้บริษัทตั้งสำรองผิดพลาด กระทบกับงบกำไรขาดทุน กระทบกับงบดุล และที่สำคัญที่สุดคือมันจะไปกระทบกับ “ภาพรวมความมั่นคงทางการเงินขององค์กร” โดยที่ผู้บริหารอาจไม่ทันได้เอะใจ การเข้าใจความต่างของผลประโยชน์หลังเลิกจ้าง และผลประโยชน์หลังออกจากงาน อย่างถูกต้อง จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก ทั้งในมุมของฝ่ายบัญชีที่ต้องใช้ตัวเลขจากการคำนวณผลประโยชน์พนักงาน ฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่ต้องเข้าใจรูปแบบของแผนผลประโยชน์ของบริษัท และผู้บริหารที่ต้องใช้ข้อมูลเหล่านี้ประกอบการตัดสินใจระดับยุทธศาสตร์
ผลประโยชน์หลังเลิกจ้าง (Termination Benefits) คืออะไร
ผลประโยชน์เมื่อเลิกจ้าง (Employee Benefit - Termination benefits) คือผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการที่บริษัทเป็นฝ่ายริเริ่มให้พนักงานสิ้นสุดสัญญาจ้าง เช่น การเลิกจ้างเนื่องจากเหตุผลทางธุรกิจ การปรับโครงสร้างองค์กร การลดจำนวนพนักงาน หรือการควบรวมกิจการ รวมถึงการเสนอผลประโยชน์ให้พนักงานยอมรับเพื่อแลกเปลี่ยนกับการเลิกจ้าง เช่น การเปิดโครงการให้ลาออกโดยสมัครใจโดยให้ผลตอบแทน ซึ่งจัดขึ้นเพียงครั้งเดียวในปีนั้น เมื่อบริษัทมีการประกาศต่อพนักงาน มีสัญญาผูกพันแผนผลประโยชน์พนักงานที่ชัดเจน หรือมีการดำเนินการเกิดขึ้น จะเกิดภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงานจากการเลิกจ้าง ทำให้บริษัทต้องบันทึกค่าใช้จ่ายทันที โดยไม่จำเป็นต้องประเมินด้วยหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย หากรับรู้ค่าใช้จ่ายช้าเกินไป อาจทำให้งบการเงินไม่สะท้อนสถานะทางการเงินที่แท้จริง จนทำให้ผู้มีส่วนได้เสีย เช่น นักลงทุน สถาบันการเงิน หรือหน่วยงานกำกับดูแล ประเมินสถานะทางการเงินของบริษัทผิดไปจากความเป็นจริงได้
ผลประโยชน์หลังออกจากงาน (Post-Employee Benefits) คืออะไร
ผลประโยชน์หลังออกจากงาน (Post - Employee Benefits) เป็นผลประโยชน์พนักงานที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ปกติของวงจรการจ้างงานทั่วไป เช่น เมื่อพนักงานลาออก เกษียณ หรือสิ้นสุดสัญญาจ้างตามวาระ ไม่ได้เกิดจากการเลิกจ้างโดยบริษัท ซึ่งจะมีการแยกย่อยอีกเป็น 2 รูปแบบ
1. โครงการสมบทเงิน (Defined Contribution)
เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยทั่วไปจะเป็นแผนที่บริษัทไม่ได้ภาระผูกพันในอนาคต ค่อยสมทบเงินตามเงื่อนไขของแผนก็พอ รู้มูลค่าของแผนประโยชน์ชัดเจน แผนผลประโยชน์รูปแบบนี้จึงไม่จำเป็นต้องคำนวณด้วยหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย
2. โครงการผลประโชน์ (Defined Benefit)
เช่น เงินเกษียณอายุตามกฎหมายแรงงาน เงินบำเหน็จ เงินบำนาญ ซึ่งล้วนเป็นสิทธิที่ “จะต้องจ่ายในอนาคตแน่นอน แต่จำนวนที่แท้จริงนั้นยังไม่รู้ในวันนี้” ดังนั้นตาม มาตรฐานบัญชีไทย ฉบับที่ 19 (TAS19) บริษัทจำเป็นต้องทำ “การคำนวณผลประโยชน์พนักงานด้วยหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย” เพื่อหามูลค่าปัจจุบันของภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงานในอนาคต (Projected Benefit Obligation) โดยการคำนวณนี้ต้องอาศัยชุดสมมติฐานทางคณิตศาสตร์ประกันภัย เช่น อัตราคิดลด อัตราการขึ้นเงินเดือน อัตราการลาออก และอัตรามรณะของพนักงาน ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการประเมิน และหากสมมติฐานคลาดเคลื่อนแม้เพียงเล็กน้อย ผลต่างอาจเกิดขึ้นเป็นหลักล้านถึงหลักหลายสิบล้านบาท ทำให้งบประมาณและแผนกลยุทธ์ด้านบุคลากรคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
ความแตกต่างที่ส่งผลต่อภาระผูกพันและการวางแผนทางการเงินขององค์กร
เมื่อมองในภาพกว้าง ความแตกต่างระหว่างผลประโยชน์หลังเลิกจ้าง และผลประโยชน์หลังออกจากงาน จึงสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเกี่ยวข้องกับภาระที่บริษัทต้องรับรู้ทันที กับภาระที่ต้องค่อย ๆ สะสมเป็นหนี้สินในระยะยาว การเข้าใจหลักการตามกรอบความคิดของ มาตรฐานบัญชีไทย ฉบับที่ 19 (TAS19) จะทำให้ผู้บริหารสามารถวางแผนสวัสดิการ วางแผนกระแสเงินสด และวางแผนงบประมาณได้แม่นยำกว่าองค์กรที่มองการประเมินผลประโยชน์พนักงานเป็นเพียงตัวเลขที่ผิวเผิน
นอกจากนี้ การคำนวณผลประโยชน์พนักงานด้วยหลักคณิตศาสตร์ประกันภัยยังทำให้บริษัทมองเห็น “แนวโน้มต้นทุนแรงงานในอนาคต” ช่วยลดความเสี่ยงด้านบุคลากร สนับสนุนการวางกลยุทธ์ HR และยกระดับธรรมาภิบาลองค์กรในระยะยาวได้อีกด้วย
สรุป: ความแตกต่างระหว่างผลประโยชน์หลังเลิกจ้างและผลประโยชน์หลังออกจากงาน
ผลประโยชน์หลังเลิกจ้างเปรียบเหมือนค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์การไล่พนักงานออกขึ้น ส่วนผลประโยชน์หลังออกจากงานแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ โครงการสมทบเงิน ที่มีการกำหนดสมทบเงินอย่างชัดเจนตามโครงการ และโครงการผลประโชน์ ที่เป็นภาระในอนาคต จึงต้องวัดมูลค่าด้วยความแม่นยำตามกรอบของคณิตศาสตร์ประกันภัย โดยแผนผลประโยชน์ทั้งสองประเภทนี้เป็นเสาหลักสำคัญที่ช่วยให้องค์กรเข้าใจภาระผูกพันผลประโยชน์ที่แท้จริงต่อพนักงาน และเมื่อมีการใช้หลักการจาก มาตรฐานบัญชีไทย ฉบับที่ 19 (TAS19) ได้อย่างถูกต้อง ก็จะช่วยให้องค์กรสามารถบริหารความเสี่ยงด้านบุคลากรได้ดีขึ้น มีเสถียรภาพทางการเงินแข็งแรงขึ้น และสามารถดูแลพนักงานด้วยความรับผิดชอบอย่างยั่งยืนในระยะยาวได้อีกด้วย
เขียนและเรียบเรียงโดย อาจารย์ทอมมี่ (พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน)
FSA, FIA, FRM, FSAT, MBA, MScFE (Hons), B.Eng (Hons)
อดีตนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย และอาจารย์บรรยายด้านการคำนวณผลประโยชน์พนักงานด้วยหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย ตามมาตรฐานบัญชี ฉบับที่ 19 TAS19 IAS19
ขอสงวนสิทธิ์ของเนื้อหาในบทความ ไม่ให้นำไปใช้แสวงหาผลประโยชน์ใด ๆ ในเชิงพาณิชย์ นอกจากจะได้รับอนุญาตจากทางบริษัท ABS เท่านั้น
