top of page

การไม่ยึดติดกับหัวโขน คืออิสรภาพทางใจ

  • 15 พ.ค.
  • ยาว 1 นาที

เมื่อบทบาทค่อย ๆ เพิ่มขึ้น และคำถามคือ ถ้าวันหนึ่งมันหายไป เราเหลืออะไรเมื่อคนเราอายุมากขึ้น หน้าที่ความรับผิดชอบก็มักเพิ่มขึ้นตามมาพร้อมกับสิ่งหนึ่งที่ค่อย ๆ สะสมโดยไม่รู้ตัว สิ่งนั้นก็คือ “หัวโขน” ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่ง หน้าที่ เงิน ภาพลักษณ์ หรือบทบาททางสังคม


หัวโขนกับตัวตนของเรา

นช่วงหนึ่งของชีวิต หัวโขนเหล่านี้อาจเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้เราทำงานได้ง่ายขึ้น สร้างความน่าเชื่อถือ และเปิดประตูโอกาสหลายอย่างให้กับชีวิต แต่เมื่อเวลาผ่านไป หัวโขนที่เคยเป็นเครื่องมืออาจกลายเป็นสิ่งที่เราต้องแบกไว้ตลอดเวลา โดยไม่ทันสังเกตว่า ใจเราเริ่มผูกติดกับมันมากแค่ไหน คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า “หัวโขนดีหรือไม่ดี” แต่มันคือถ้าวันหนึ่งหัวโขนเหล่านั้นหายไป เราจะยังเป็นตัวเราอยู่ไหม “หัวโขนไม่ได้ผิด แต่ความยึดติดต่างหากที่ทำให้หนัก” ในมุมมองส่วนตัว ผมไม่ได้มองว่าการมีตำแหน่ง หรือบทบาททางสังคมเป็นเรื่องไม่ดี แต่ในทางตรงกันข้ามในหลายช่วงของชีวิต หัวโขนเหล่านี้ช่วยให้เราสร้างประโยชน์ ทำงานเพื่อส่วนรวมและผลักดันสิ่งดี ๆ ให้เกิดขึ้นได้จริง ซึ่งปัญหาไม่ได้อยู่ที่หัวโขน แต่อยู่ที่การเผลอเอาหัวโขนมาเป็น “ตัวตน” ของเราโดยไม่รู้ตัว เมื่อบทบาทกลายเป็นตัวเรา ความกลัวที่จะสูญเสียบทบาทนั้นก็เริ่มเกิดขึ้น และความคาดหวังต่อชีวิตก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย


จากประสบการณ์ในวันที่ยังแบกหัวโขนไว้เต็มตัว

ในช่วงหนึ่งของชีวิตการทำงาน ผมเคยอยู่ในองค์กรเอกชน และมีตำแหน่งบริหารค่อนข้างสูงตั้งแต่อายุยังน้อย ถือว่าเป็นผู้บริหารที่อายุน้อยที่สุดในช่วงเวลานั้น ประกอบกับบทบาททางสังคมอีกหลายอย่างที่เข้ามาพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานในสมาคมวิชาชีพ การมีส่วนร่วมในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับระบบประกันภัย และการทำหน้าที่ในคณะกรรมการด้านต่าง ๆ

ในช่วงเวลานั้นหากมองจากภายนอก หัวโขนถือว่าใหญ่มาก และต้องยอมรับว่าหัวโขนเหล่านั้นไม่ได้สร้างความกดดันในชีวิตประจำวันอย่างที่หลายคนอาจคิด ผมยังคงทำงานตามปกติ ใช้ชีวิตตามปกติ และไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองกำลังแบกอะไรที่หนักเกินไป แต่สิ่งที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวคือการตระหนักว่า หัวโขนทั้งหมดนั้นเป็นของไม่ยั่งยืน ไม่วันนี้ก็วันหนึ่งต้องถอดออกอยู่ดีไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม


วันที่เริ่มคิดถึงความฝันเล็ก ๆ ของตัวเอง

จุดเปลี่ยนไม่ได้เกิดจากความอึดอัด หรือความไม่พอใจในสิ่งที่ทำอยู่ แต่เกิดจากความฝันเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ ชัดขึ้นเรื่อย ๆ นั่นคือความอยากนำหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นเรื่องยากและไกลตัวมาใช้อย่างอิสระ และทำให้เข้าถึงคนทั่วไปได้มากขึ้น ความฝันนี้อาจไม่ได้ยิ่งใหญ่ในเชิงตำแหน่งหรือชื่อเสียง แต่เป็นความฝันที่ให้ความหมายบางอย่างกับชีวิต เมื่อคิดถึงเส้นทางนี้อย่างจริงจัง สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ หัวโขนหลายอย่างที่เคยมีอาจไม่สามารถพกติดตัวไปด้วยได้ทั้งหมด และในจังหวะที่ยอมรับความจริงข้อนี้ได้ อิสรภาพทางใจบางอย่างก็เกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ


เมื่อปล่อยความคาดหวัง ใจก็เบากว่าที่คิด

สิ่งที่น่าสนใจคือ ความรู้สึกในวันนั้นไม่ได้เป็นความรู้สึกกดดัน หรือรู้สึกว่าต้องเสียอะไรไป แต่กลับเป็นความรู้สึก “เบา” อย่างประหลาด ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นการมีหัวโขนอยู่เต็มตัวก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกหนัก หรืออึดอัดอะไรเป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะในใจลึก ๆ เรารู้มาตลอดว่า หัวโขนเหล่านั้นไม่ใช่ตัวเรา และเมื่อถึงวันที่ต้องถอดมันออก ความกลัวที่คิดว่าจะมี กลับไม่รุนแรงอย่างที่จินตนาการไว้


เมื่อบทบาทหายไป ความสุขของแต่ละคนก็เปลี่ยนไปไม่เท่ากัน

จากการสังเกตคนรอบตัว เมื่อบทบาทหายไป บางคนมีความสุขน้อยลง บางคนมีความสุขมากขึ้น และบางคนก็รู้สึกเฉย ๆ ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่บทบาทนั้นสำคัญแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่า เราผูกใจไว้กับบทบาทนั้นมากเพียงใด หากตัวตนทั้งหมดของเราถูกนิยามด้วยตำแหน่ง เงิน หรือภาพลักษณ์ เมื่อสิ่งเหล่านั้นหายไป ใจก็จะว่างเปล่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากเราเห็นบทบาทเหล่านั้นเป็นเพียงหน้าที่ชั่วคราว ใจก็จะปรับตัวได้ง่ายกว่า


มุมพุทธ: ทุกสิ่งไม่เที่ยง แม้แต่หัวโขน

ในพุทธศาสนา แนวคิดเรื่องอนิจจังช่วยอธิบายเรื่องนี้ได้ดี ทุกสิ่งไม่เที่ยง รวมถึงตำแหน่ง หน้าที่ และบทบาททางสังคม การระลึกถึงความไม่เที่ยง ไม่ได้ทำให้เราไม่ตั้งใจทำงาน แต่ช่วยให้เราไม่ยึดติดจนเกินไป เมื่อเราทำหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยไม่เอาหัวโขนมาเป็นตัวตน ใจจะเบาขึ้นโดยธรรมชาติ และอิสรภาพทางใจก็จะค่อย ๆ เกิดขึ้นเอง


อิสรภาพทางใจ เกิดจากการรู้ว่าเราไม่ใช่หัวโขนของเรา

ทั้งหมดที่เล่ามาเป็นเพียงมุมมองของคนคนหนึ่ง ที่ได้มีโอกาสสังเกตชีวิตตัวเองและคนรอบข้าง ผ่านช่วงเวลาที่บทบาทเปลี่ยนไป สิ่งที่เห็นได้ชัด คืออิสรภาพทางใจไม่ได้เกิดจากการไม่มีหัวโขน แต่เกิดจากการไม่ยึดติดกับมัน เมื่อเรารู้ว่าวันหนึ่งหัวโขนต้องถูกถอดออกอยู่ดี และเราก็พร้อมรับมือกับวันนั้น ใจจะไม่แบกอะไรเกินจำเป็น ชีวิตจะเดินต่อไปได้อย่างเบาและสงบขึ้น แม้บทบาทจะเปลี่ยนแต่ตัวตนที่แท้จริงยังคงอยู่


เขียนและเรียบเรียงโดย อาจารย์ทอมมี่ (พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน)

FSA, FIA, FRM, FSAT, MBA, MScFE (Hons), B.Eng (Hons)

อดีตนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย และอาจารย์บรรยายด้านการคำนวณผลประโยชน์พนักงานด้วยหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย ตามมาตรฐานบัญชี ฉบับที่ 19 TAS19 IAS19


ขอสงวนสิทธิ์ของเนื้อหาในบทความ ไม่ให้นำไปใช้แสวงหาผลประโยชน์ใด ๆ ในเชิงพาณิชย์ นอกจากจะได้รับอนุญาตจากทางบริษัท ABS เท่านั้น

 
 
bottom of page