การออมเงินไม่ใช่เรื่องรายได้อย่างเดียว แต่คือเรื่องอีโก้และความถ่อมตัว
- 25 มี.ค.
- ยาว 1 นาที
อัปเดตเมื่อ 13 พ.ค.

สมการเรียบง่ายที่อธิบายว่าทำไมหลายคนออมเงินไม่อยู่
คำถามว่า “ออมเงินยังไงดี” หรือ “ทำไมออมเงินไม่อยู่” มักถูกตอบด้วยเทคนิคที่เกี่ยวกับ วิธีแบ่งเงินหรือสูตรเปอร์เซ็นต์ต่าง ๆ แต่จากการสังเกต ชีวิตจริงของคนทำงานจำนวนมากรวมถึงประสบการณ์ส่วนตัวของผมเอง สิ่งที่ทำให้คนออมเงินได้หรือไม่ได้ มักไม่ใช่เรื่องเทคนิคทางการเงินเป็นหลัก แต่เป็นเรื่องของอีโก้และความถ่อมตัวมากกว่า
สมการการออมที่เรียบง่าย แต่ใช้ได้จริง
หากมองการออมเงินผ่านเลนส์ของสมการ จะสามารถเขียนออกมาแบบตรงไปตรงมาได้ว่า
รายได้ - อีโก้ = เงินออม |
สมการนี้ไม่ได้อยู่ในตำราการเงินเล่มไหน แต่สะท้อนความจริงของชีวิตได้ค่อนข้างดี รายได้เป็นสิ่งที่หลายคนพยายามเพิ่ม แต่ตัวแปรที่มักถูกมองข้ามคือ “อีโก้” ซึ่งแฝงอยู่ในรูปแบบของไลฟ์สไตล์ การใช้จ่าย และความคาดหวังต่อภาพลักษณ์ของตัวเอง หลายคนออมเงินไม่ได้ ไม่ใช่เพราะรายได้ต่ำแต่เพราะอีโก้ขยับขึ้นตามรายได้เร็วกว่าที่คิด
ทำไมรายได้เพิ่ม แต่เงินออมไม่เพิ่ม
เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยคือการตั้งมาตรฐานชีวิตใหม่ทันที บ้านต้องดีขึ้น รถต้องเหมาะกับตำแหน่ง เสื้อผ้า ไลฟ์สไตล์ และการใช้จ่ายต้องสะท้อน “ระดับรายได้ใหม่” ในจุดนี้เงินออมไม่ได้หายไปเพราะความจำเป็น แต่หายไปเพราะความคาดหวังที่ผูกกับตัวตนและภาพลักษณ์ เมื่อรายได้เพิ่ม อีโก้ก็เพิ่ม และเงินออมจึงเหลือเท่าเดิม หรือในบางครั้งกลับลดลงด้วยซ้ำ
การใช้ชีวิตต่ำกว่ารายได้ ไม่ใช่การกดตัวเอง
แนวคิดเรื่อง “ใช้ชีวิตต่ำกว่ารายได้” มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นการใช้ชีวิตอย่างอึดอัด หรือการไม่ให้รางวัลตัวเอง แต่ในมุมของนักคณิตศาสตร์ประกันภัย นี่คือการออกแบบชีวิตให้มี Buffer และลดความผันผวนในระยะยาว การใช้ชีวิตต่ำกว่ารายได้ไม่ได้แปลว่าห้ามใช้เงิน แต่แปลว่าไม่ปล่อยให้ไลฟ์สไตล์วิ่งไล่รายได้จนไม่เหลือพื้นที่ให้ความผิดพลาดของชีวิต
ทำไมบางคนรายได้ไม่สูงมาก แต่ออมเงินได้ดี
ในชีวิตจริงเรามักเห็นตัวอย่างของคนที่รายได้ไม่ได้สูงมาก แต่มีเงินออมสม่ำเสมอ ขณะที่บางคนรายได้สูงมากแต่กลับไม่มีเงินเหลือ เหตุผลสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขรายได้ แต่อยู่ที่ระดับความถ่อมตัวในการใช้ชีวิต คนที่ออมเงินได้ดีมักไม่รีบอัปเกรดชีวิตทุกครั้งที่รายได้เพิ่ม และไม่รู้สึกว่าต้องพิสูจน์อะไรกับใครผ่านการใช้เงิน พวกเขาอาจไม่ได้ดูโดดเด่นในสายตาคนอื่น แต่ชีวิตมีเสถียรภาพสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด
อีโก้กับการออม คือศัตรูที่มองไม่เห็น
อีโก้ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความหยิ่งยโสเท่านั้น แต่อยู่ในรูปของสิ่งเหล่านี้ ยกตัวอย่างเช่น
ความรู้สึกว่าควรมีชีวิตแบบนั้น
ความกลัวว่าจะดูด้อยกว่าคนอื่น
ความอยากรักษาภาพลักษณ์ที่สังคมคาดหวัง
สิ่งเหล่านี้ผลักดันการใช้จ่ายโดยไม่รู้ตัว และทำให้การออมกลายเป็นเรื่องยากแม้รายได้จะเพิ่มขึ้นแล้วก็ตาม
การออมเงินคือการฝึกใจไปพร้อมกับการฝึกวินัย
จากมุมมองนี้ การออมเงินไม่ใช่แค่เรื่องการจัดการเงิน แต่เป็นการฝึกใจให้ไม่ไหลไปตามความคาดหวังของสังคม และไม่ผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับการใช้จ่าย ในทางพุทธศาสนา ความถ่อมตัวและความรู้จักพอเป็นรากฐานของความสงบ การออมเงินจึงไม่ใช่แค่เรื่องอนาคตทางการเงิน แต่เป็นการฝึกความมั่นคงทางใจในปัจจุบันด้วย
สรุป: เงินออมคือผลลัพธ์ของชีวิตที่ไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลา
การออมเงินที่ยั่งยืนไม่ได้เริ่มจากสูตรการเงินที่ซับซ้อน แต่เริ่มจากการยอมรับว่าชีวิตไม่จำเป็นต้องวิ่งตามรายได้ทุกก้าว การใช้ชีวิตต่ำกว่ารายได้คือการสร้างพื้นที่ให้ชีวิตหายใจ และให้เงินทำหน้าที่เป็นกันชนไม่ใช่เครื่องมือแสดงตัวตน เมื่ออีโก้ลดลง เงินออมจะเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ และเมื่อเงินออมเพิ่มขึ้น ความมั่นคงและอิสรภาพในชีวิตก็จะค่อย ๆ ตามมา
เขียนและเรียบเรียงโดย อาจารย์ทอมมี่ (พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน)
FSA, FIA, FRM, FSAT, MBA, MScFE (Hons), B.Eng (Hons)
อดีตนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย และอาจารย์บรรยายด้านการคำนวณผลประโยชน์พนักงานด้วยหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย ตามมาตรฐานบัญชี ฉบับที่ 19 TAS19 IAS19
ขอสงวนสิทธิ์ของเนื้อหาในบทความ ไม่ให้นำไปใช้แสวงหาผลประโยชน์ใด ๆ ในเชิงพาณิชย์ นอกจากจะได้รับอนุญาตจากทางบริษัท ABS เท่านั้น
