top of page

ความเสี่ยงที่แท้จริงของการลงทุนระยะยาวไม่ใช่ตลาด แต่คือพฤติกรรมเราเอง

  • 20 มี.ค.
  • ยาว 1 นาที

อัปเดตเมื่อ 27 มี.ค.


ทำไมการหวังรวยเร็ว ทำให้ไม่รวยในระยะยาว เมื่อการลงทุนไม่เป็นอย่างที่หวัง คนจำนวนมากมักโทษตลาด โทษจังหวะ หรือโทษสินทรัพย์ที่เลือก แต่จากมุมมองของนักคณิตศาสตร์ประกันภัย ความเสี่ยงที่ทำลายผลลัพธ์ระยะยาวมากที่สุด มักไม่ได้มาจากตลาด หากมาจากพฤติกรรมของผู้ลงทุนเอง ตลาดผันผวนเป็นเรื่องปกติ แต่การตอบสนองของเราในวันที่ตลาดผันผวนต่างหาก ที่กำหนดชะตาของผลลัพธ์ระยะยาว


ตลาดผันผวนไม่ใช่ปัญหา แต่การ “ทนไม่ได้” คือปัญหา

ในเชิงคณิตศาสตร์ประกันภัย เราแยกความเสี่ยงออกเป็นสองชั้นสำคัญ คือ

 

Volatility และ Survival ในมุมคณิตศาสตร์ประกันภัย

  1. Volatility : ความผันผวนระยะสั้น

  2. Survival : ความสามารถในการอยู่รอดในระบบระยะยาว

ตลาดการเงินมี volatility เป็นธรรมชาติอยู่แล้ว และไม่มีใครกำจัดมันได้ แต่สิ่งที่เราควบคุมได้คือ เราจะอยู่รอดผ่าน volatility นั้นได้หรือไม่ ซึ่งนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในระยะยาว ไม่ใช่คนที่หลบความผันผวนได้เก่งที่สุด แต่คือคนที่ออกแบบพอร์ตและพฤติกรรมให้ทนกับความผันผวนได้โดยไม่ต้องหลุดออกจากเกม

 

Risk of Ruin: ความเสี่ยงที่คนมักมองไม่เห็น

ในงานคณิตศาสตร์ประกันภัย เราให้ความสำคัญกับแนวคิด risk of ruin หรือ “ความเสี่ยงที่จะพังจนกลับมาไม่ได้” มากกว่าการมองแค่ผลตอบแทนเฉลี่ย การลงทุนที่หวือหวา อาจมี expected return สูง แต่ถ้ามันเพิ่มโอกาสที่พอร์ตจะพังจากเหตุการณ์รุนแรงเพียงครั้งเดียว ผลลัพธ์ระยะยาวจะย่ำแย่กว่าการลงทุนที่นิ่งกว่าอย่างมากพอร์ตที่ดีในระยะยาว

ไม่ใช่พอร์ตที่ทำกำไรได้มากที่สุด แต่คือพอร์ตที่ โอกาสพังต่ำมาก

 

ทำไมการหวังรวยเร็ว ถึงทำให้ไม่รวยในระยะยาว

การหวังรวยเร็ว มักมาพร้อมกับพฤติกรรม 3 อย่างที่อันตรายต่อการลงทุนระยะยาว

  1. รับความเสี่ยงสูงเกินจำเป็น

  2. ใช้ leverage หรือเงินที่ทนขาดทุนไม่ได้

  3. ตัดสินใจเร็วตามอารมณ์

ในเชิง risk management สิ่งเหล่านี้เพิ่ม volatility ของพอร์ต และเพิ่ม risk of ruin อย่างมีนัยสำคัญ แม้ในช่วงแรกจะได้กำไรเร็ว แต่ความผันผวนที่สูงจะทำให้โอกาสพังสะสมขึ้นเรื่อย ๆ การพังเพียงครั้งเดียวอาจลบล้างปีแห่งความพยายามทั้งหมด และที่แย่กว่านั้นคือทำให้เรา “ออกจากเกม” ก่อนที่ดอกเบี้ยทบต้น จะได้ทำงานจริง

 

Volatility vs Survival: เกมที่นักลงทุนมักเลือกผิด

นักลงทุนจำนวนมากเลือกไล่ล่า volatility เพราะมันให้ความตื่นเต้น ให้เรื่องเล่า และให้ความรู้สึกว่า “กำลังทำอะไรบางอย่าง” แต่สิ่งที่ถูกละเลยคือ survival ในระยะยาว การอยู่รอดสำคัญกว่าความหวือหวา พอร์ตที่ผันผวนน้อยกว่า แต่ทำให้เรายังลงทุนต่อได้ในทุกสภาวะ มักชนะพอร์ตที่เหวี่ยงแรงแต่ทำให้ใจรับไม่ไหว

จากมุม actuarial นี่คือความแตกต่างระหว่าง

  • ผลตอบแทนตามทฤษฎี

  • ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริงจากพฤติกรรมมนุษย์

 

พฤติกรรมคือความเสี่ยงที่ประเมินยากที่สุด

ในแบบจำลองทางการเงิน เราสามารถใส่สมมติฐานตลาดได้ แต่สิ่งที่ประเมินยากที่สุดคือพฤติกรรมมนุษย์ในวันที่ความกลัวและความโลภเข้าครอบงำ เช่น

  • การขายทิ้งตอนตลาดตก

  • การไล่ซื้อช่วงตลาดขึ้น

  • การเปลี่ยนกลยุทธ์บ่อยเกินไป

  • การหยุดลงทุนเพราะ “ไม่มั่นใจ”

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความเสี่ยงของตลาด แต่เป็น behavioral risk ที่ค่อย ๆ เป็นบ่อนทำลายผลลัพธ์ระยะยาว

 

พอร์ตที่ดี ต้องออกแบบให้ “ใจอยู่ได้”

ในมุมของนักคณิตศาสตร์ประกันภัย การลงทุนที่ดีต้องผ่านเงื่อนไขสำคัญข้อหนึ่งคือ ผู้ลงทุนต้องอยู่กับมันได้จริง ไม่ใช่แค่ในวันตลาดดี แต่ในวันที่ตลาดแย่ด้วย พอร์ตที่ทำให้เรานอนหลับได้ดี มักมี risk of ruin ต่ำกว่า และให้ผลลัพธ์ระยะยาวดีกว่าพอร์ตที่ดูสวยบนกระดาษแต่ทำให้ใจสั่นทุกวัน

 

มุมพุทธ: โลภ กลัว และหลง คือรากของความทุกข์ทางการลงทุน

ในพุทธศาสนา ความทุกข์มักเกิดจากโลภะ โทสะ และโมหะ การลงทุนก็ไม่ต่างกัน ความโลภทำให้หวังรวยเร็ว ความกลัวทำให้ขายผิดจังหวะ และความหลงทำให้คิดว่าควบคุมตลาดได้ การเห็นอารมณ์ของตัวเองให้ทัน คือการบริหารความเสี่ยงขั้นสูงกว่าการเลือกสินทรัพย์เสียอีก

 

สรุป: ตลาดไม่ใช่ศัตรู แต่ใจที่ไม่พร้อมต่างหาก

ความเสี่ยงที่แท้จริงของการลงทุนระยะยาวไม่ใช่ตลาด ไม่ใช่วิกฤต และไม่ใช่ความผันผวน แต่คือพฤติกรรมของเราเองในวันที่สถานการณ์ไม่เป็นใจ การลงทุนที่ดีในระยะยาว ไม่ต้องหวือหวา ไม่ต้องรวยเร็ว แต่ต้อง อยู่รอด และ ไม่หลุดออกจากเกม เมื่อเราลด risk of ruin ลงได้ ดอกเบี้ยทบต้นจะทำหน้าที่ของมันเองอย่างเงียบ ๆ สุดท้ายแล้ว ความมั่งคั่งระยะยาว ไม่ได้เป็นรางวัลของคนที่กล้าเสี่ยงที่สุด แต่เป็นรางวัลของคนที่รู้จักความเสี่ยงของตัวเองดีที่สุด


เขียนและเรียบเรียงโดย อาจารย์ทอมมี่ (พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน)

FSA, FIA, FRM, FSAT, MBA, MScFE (Hons), B.Eng (Hons)

อดีตนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย และอาจารย์บรรยายด้านการคำนวณผลประโยชน์พนักงานด้วยหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย ตามมาตรฐานบัญชี ฉบับที่ 19 TAS19 IAS19


ขอสงวนสิทธิ์ของเนื้อหาในบทความ ไม่ให้นำไปใช้แสวงหาผลประโยชน์ใด ๆ ในเชิงพาณิชย์ นอกจากจะได้รับอนุญาตจากทางบริษัท ABS เท่านั้น

 
 
bottom of page